การเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีดิจิทัลในศตวรรษที่ 21 โดยเฉพาะการพัฒนาของปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) ได้ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อทุกภาคส่วนของสังคม รวมถึงภาคการศึกษา McKinsey (2023) ระบุว่า AI มีศักยภาพในการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานในภาคการศึกษาได้ถึง 40% ภายในปี 2030 ขณะที่ OECD (2023) ชี้ให้เห็นว่าประเทศที่ประสบความสำเร็จในการพัฒนาการศึกษาล้วนมีการนำเทคโนโลยี AI มาใช้ในการบริหารจัดการและการจัดการเรียนการสอนอย่างเป็นระบบ ประเทศไทยในฐานะที่กำลังขับเคลื่อนนโยบาย Thailand 4.0 จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องปรับตัวและพัฒนาระบบการศึกษาให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว
สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัล (2565) ได้กำหนดยุทธศาสตร์ชาติด้านปัญญาประดิษฐ์ (พ.ศ. 2565-2570) โดยมีเป้าหมายให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางด้าน AI ของภูมิภาคอาเซียน ซึ่งภาคการศึกษาถือเป็นหนึ่งในภาคส่วนสำคัญที่ต้องมีการพัฒนา อย่างไรก็ตาม จากการสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติ (2565) พบว่าสถานศึกษาในประเทศไทยมีการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในการบริหารจัดการเพียง 35% และมีการใช้ AI ในกระบวนการทำงานน้อยกว่า 5% ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศในภูมิภาคอาเซียนอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะเมื่อเปรียบเทียบกับสิงคโปร์ที่มีการนำ AI มาใช้ในสถานศึกษาถึง 78% (Ministry of Education Singapore, 2024)
การบริหารงานวิชาการถือเป็นหัวใจสำคัญของการบริหารสถานศึกษา เนื่องจากเป็นงานที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับคุณภาพการจัดการเรียนการสอนและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียน (Hallinger & Lee, 2014) งานวิชาการประกอบด้วยภารกิจที่หลากหลายและซับซ้อน ตั้งแต่การวางแผนหลักสูตร การพัฒนาการเรียนการสอน การวัดและประเมินผล ไปจนถึงการนิเทศการศึกษา ซึ่งต้องอาศัยการประมวลผลข้อมูลจำนวนมาก การวิเคราะห์แนวโน้ม และการตัดสินใจที่รวดเร็วและแม่นยำ Digital Education Council (2024) พบว่าการนำ AI มาใช้ในการบริหารงานวิชาการสามารถลดภาระงานด้านเอกสารได้ 60% เพิ่มความแม่นยำในการวิเคราะห์ผลการเรียน 85% และช่วยให้ครูมีเวลาในการพัฒนาการสอนเพิ่มขึ้น 40%
กรณีศึกษาจากต่างประเทศแสดงให้เห็นถึงความสำเร็จในการนำ AI มาใช้ในการบริหารงานวิชาการอย่างเป็นรูปธรรม Georgia Institute of Technology (2024) รายงานว่าการใช้ AI Teaching Assistant ชื่อ "Jill Watson" สามารถตอบคำถามของนักศึกษาได้ถูกต้อง 97% และลดเวลาในการตอบคำถามจาก 72 ชั่วโมงเหลือเพียง 5 นาที ขณะที่ Ivy Tech Community College (2024) พัฒนาระบบ Early Warning System ด้วย AI ที่สามารถทำนายนักเรียนที่มีความเสี่ยงต่อการออกกลางคันได้แม่นยำถึง 89% ทำให้สามารถให้ความช่วยเหลือได้ทันท่วงที ส่งผลให้อัตราการคงอยู่ของนักเรียนเพิ่มขึ้น 23% ความสำเร็จเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของ AI ในการยกระดับคุณภาพการบริหารงานวิชาการ
สำหรับประเทศไทย กระทรวงศึกษาธิการ (2568) ได้เริ่มดำเนินโครงการเรียนได้ทุกที่ ทุกเวลา (Anywhere Anytime Learning) และมีความร่วมมือกับ Microsoft Thailand (2568) ในการพัฒนา THAI Academy เพื่อส่งเสริมการใช้ AI ในการศึกษา อย่างไรก็ตาม การดำเนินการดังกล่าวยังอยู่ในระยะเริ่มต้นและขาดรูปแบบที่ชัดเจนสำหรับการนำไปใช้ในระดับสถานศึกษา โดยเฉพาะในส่วนของการบริหารงานวิชาการ จากการสำรวจเบื้องต้นในสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษามหาสารคาม พบว่าผู้บริหารสถานศึกษาส่วนใหญ่ (78%) ตระหนักถึงความสำคัญของ AI แต่ขาดความรู้และแนวทางในการนำมาประยุกต์ใช้ ขณะที่ครูผู้สอน 65% ระบุว่าต้องการการสนับสนุนด้านเทคโนโลยี AI เพื่อช่วยในการจัดการเรียนการสอนและการประเมินผล
ปัญหาสำคัญที่พบในการบริหารงานวิชาการของสถานศึกษาในปัจจุบันประกอบด้วย 1) การขาดระบบการวิเคราะห์ข้อมูลที่มีประสิทธิภาพ ทำให้การตัดสินใจเชิงนโยบายขาดความแม่นยำ 2) ภาระงานด้านเอกสารที่มากเกินไป ส่งผลให้ครูและบุคลากรมีเวลาในการพัฒนาการเรียนการสอนน้อย 3) การขาดการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงาน ทำให้เกิดความซ้ำซ้อนและขาดประสิทธิภาพ 4) การประเมินผลการเรียนที่ไม่สามารถสะท้อนศักยภาพที่แท้จริงของผู้เรียน และ 5) การขาดระบบการนิเทศและพัฒนาครูที่ตอบสนองความต้องการเฉพาะบุคคล (Office of the Education Council, 2022; สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน, 2553) ปัญหาเหล่านี้ล้วนเป็นประเด็นที่ AI สามารถเข้ามาช่วยแก้ไขได้อย่างมีประสิทธิภาพ
จากหลักการแนวคิดดังกล่าว ในฐานะผู้บริหารสถานศึกษา ซึ่งมีบทบาทหน้าที่ในการส่งเสริมการเรียนรู้ การนิเทศการสอนของครู ได้ตระหนักถึงการนำปัญญาประดิษฐ์มาใช้ในการจัดการเรียนรู้และส่งเสริมศักยภาพผู้เรียน จึงดำเนินการในประเด็นดังกล่าว
ขั้นตอนที่ 1 P: Plan
การดำเนินการ
ในขั้นการวางแผน ข้าพเจ้าได้ศึกษาวิเคราะห์ข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับสภาพการบริหารจัดการ สถานศึกษา และคุณภาพการศึกษา ตลอดจนบริบทการเปลี่ยนแปลงด้านปัญญาประดิษฐ์ นโยบายที่เกี่ยวข้อง ปัญหาการบริหารงานวิชาการ และกรณีการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ในการจัดการศึกษา เพื่อนำผลการศึกษามาใช้เป็นฐานเชิงประจักษ์ในการกำหนดกรอบแนวคิด องค์ประกอบ และแนวทางการพัฒนารูปแบบการส่งเสริมการเรียนรู้ของผู้เรียนให้มีความเหมาะสมกับบริบทของโรงเรียน โกสุมวิทยาสรรค์
ผลการดำเนินการ
ผลการศึกษาข้อมูลพื้นฐาน
การเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีดิจิทัลในศตวรรษที่ 21 โดยเฉพาะการพัฒนา ของปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) ได้ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญ ต่อทุกภาคส่วนของสังคม รวมถึงการจัดการศึกษา McKinsey (2023) ระบุว่า AI มีศักยภาพ ในการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานในการจัดการศึกษาได้ถึง 40% ภายในปี 2030 ขณะที่ OECD (2023) ชี้ให้เห็นว่าประเทศที่ประสบความสำเร็จ ในการพัฒนาการศึกษาล้วนมีการนำเทคโนโลยี AI มาใช้ในการบริหารจัดการ และการจัดการเรียนการสอน อย่างเป็นระบบ ประเทศไทยในฐานะที่กำลังขับเคลื่อน นโยบาย Thailand 4.0 จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง ที่จะต้องปรับตัวและพัฒนาระบบการศึกษา ให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว
สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัล (2565) ได้กำหนดยุทธศาสตร์ชาติด้านปัญญาประดิษฐ์ (พ.ศ. 2565-2570) โดยมีเป้าหมายให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางด้าน AI ของภูมิภาคอาเซียน ซึ่งการจัดการศึกษาถือเป็นหนึ่งในภาคส่วนสำคัญที่ต้องมีการพัฒนา อย่างไรก็ตาม จากการสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติ (2565) พบว่าสถานศึกษาในประเทศไทยมีการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในการบริหารจัดการเพียง 35% และมีการใช้ AI ในกระบวนการทำงานน้อยกว่า 5% ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศในภูมิภาคอาเซียน อย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะเมื่อเปรียบเทียบกับสิงคโปร์ที่มีการนำ AI มาใช้ในสถานศึกษาถึง 78% (Ministry of Education Singapore, 2024)
การบริหารงานวิชาการถือเป็นหัวใจสำคัญของการบริหารสถานศึกษา เนื่องจาก เป็นงานที่ เกี่ยวข้องโดยตรงกับคุณภาพการจัดการเรียนการสอนและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียน (Hallinger & Lee, 2014) งานวิชาการประกอบด้วยภารกิจที่หลากหลายและซับซ้อน ตั้งแต่การวางแผนหลักสูตร การพัฒนาการเรียนการสอน การวัดและประเมินผล ไปจนถึงการนิเทศการศึกษา ซึ่งต้อง อาศัยการประมวลผลข้อมูลจำนวนมาก การวิเคราะห์แนวโน้ม และการตัดสินใจที่รวดเร็วและแม่นยำ Digital Education Council (2024) พบว่าการนำ AI มาใช้ในการบริหารงานวิชาการสามารถ ลดภาระงาน ด้านเอกสารได้ 60% เพิ่มความแม่นยำในการวิเคราะห์ผลการเรียน 85% และช่วยให้ครู มีเวลา ในการพัฒนาการสอนเพิ่มขึ้น 40%
กรณีศึกษาจากต่างประเทศแสดงให้เห็นถึงความสำเร็จในการนำ AI มาใช้ในการบริหาร งานวิชาการอย่างเป็นรูปธรรม Georgia Institute of Technology (2024) รายงานว่าการใช้ AI Teaching Assistant ชื่อ "Jill Watson" สามารถตอบคำถามของนักศึกษาได้ถูกต้อง 97% และลดเวลา ในการตอบคำถามจาก 72 ชั่วโมงเหลือเพียง 5 นาที ขณะที่ Ivy Tech Community College (2024) พัฒนาระบบ Early Warning System ด้วย AI ที่สามารถทำนายนักเรียนที่มีความเสี่ยงต่อการ ออกกลางคันได้แม่นยำถึง 89% ทำให้สามารถให้ความช่วยเหลือได้ทันท่วงที ส่งผลให้ อัตราการคงอยู่ของนักเรียนเพิ่มขึ้น 23% ความสำเร็จเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของ AI ในการยกระดับคุณภาพการบริหารงานวิชาการ
สำหรับประเทศไทย กระทรวงศึกษาธิการ (2568) ได้เริ่มดำเนินโครงการเรียนได้ทุกที่ ทุกเวลา (Anywhere Anytime Learning) และมีความร่วมมือกับ Microsoft Thailand (2568) ในการพัฒนา THAI Academy เพื่อส่งเสริมการใช้ AI ในการศึกษา อย่างไรก็ตาม การดำเนินการดังกล่าวยังอยู่ในระยะเริ่มต้น และขาดรูปแบบที่ชัดเจนสำหรับการนำไปใช้ในระดับสถานศึกษา โดยเฉพาะในส่วนของการบริหารงานวิชาการ จากการสำรวจเบื้องต้นในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษามหาสารคาม พบว่าผู้บริหารสถานศึกษาส่วนใหญ่ (78%) ตระหนักถึงความสำคัญของ AI แต่ขาดความรู้และแนวทาง ในการนำมาประยุกต์ใช้ ขณะที่ครูผู้สอน 65% ระบุว่าต้องการการสนับสนุนด้านเทคโนโลยี AI เพื่อช่วยในการจัดการเรียนการสอนและการประเมินผล
ปัญหาสำคัญที่พบในการบริหารงานวิชาการของสถานศึกษาในปัจจุบันประกอบด้วย
1) การขาดระบบการวิเคราะห์ข้อมูลที่มีประสิทธิภาพ ทำให้การตัดสินใจเชิงนโยบายขาดความแม่นยำ
2) ภาระงานด้านเอกสารที่มากเกินไป ส่งผลให้ครูและบุคลากรมีเวลาในการพัฒนาการเรียนการสอนน้อย
3) การขาดการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงาน ทำให้เกิดความซ้ำซ้อนและขาดประสิทธิภาพ
4) การประเมินผลการเรียนที่ไม่สามารถสะท้อนศักยภาพที่แท้จริงของผู้เรียน และ
5) การขาดระบบการนิเทศและพัฒนาครูที่ตอบสนองความต้องการเฉพาะบุคคล (Office of the Education Council, 2022) สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน, 2553) ปัญหาเหล่านี้ล้วนเป็นประเด็นที่ AI สามารถเข้ามาช่วยแก้ไขได้อย่างมีประสิทธิภาพ
จากหลักการแนวคิดดังกล่าว ในฐานะผู้บริหารสถานศึกษา ซึ่งมีบทบาทหน้าที่ในส่งเสริมการเรียนรู้ การนิเทศการสอนของครู ได้ตระหนักถึงการนำปัญญาประดิษฐ์มาใช้ ในการจัดการเรียนรู้ และส่งเสริมศักยภาพผู้เรียน จึงดำเนินการในประเด็นดังกล่าว
ผลการศึกษาข้อมูลทุติยภูมิ
ผู้จัดทำได้ดำเนินการศึกษา วิเคราะห์ และสังเคราะห์เอกสาร แนวคิด และข้อมูลที่เกี่ยวข้อง ตามที่ปรากฏในข้อตกลงในการพัฒนางาน เพื่อกำหนดกรอบแนวคิดสำหรับการพัฒนารูปแบบ โดยสามารถจัดสาระสำคัญออกเป็นประเด็น ดังต่อไปนี้
1. แนวคิดเกี่ยวกับปัญญาประดิษฐ์เพื่อการศึกษา
จากการสังเคราะห์สาระสำคัญ พบว่า ปัญญาประดิษฐ์เป็นเทคโนโลยี ที่มีศักยภาพ ในการสนับสนุนทั้งการบริหารจัดการศึกษาและการจัดการเรียนรู้ โดยเฉพาะ ภารกิจที่เกี่ยวข้อง กับการประมวลผลข้อมูลจำนวนมากการวิเคราะห์แนวโน้มและการสนับสนุนการตัดสินใจอย่างรวดเร็ว และแม่นยำ อย่างไรก็ตาม การประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ในสถานศึกษา ควรดำเนินการภายใต้กรอบ แนวทางและกระบวนการที่มีความชัดเจนเชิงระบบ เพื่อให้การใช้เทคโนโลยี เชื่อมโยงกับเป้าหมาย ด้านคุณภาพผู้เรียนและการบริหารงานวิชาการอย่างแท้จริง
1.1 การใช้ AI เพื่อสนับสนุนการบริหารงานวิชาการ
จากการพิจารณาภารกิจด้านการบริหารงานวิชาการ สามารถจำแนกขอบเขตการประยุกต์ใช้ ปัญญาประดิษฐ์เพื่อสนับสนุนการเรียนรู้ของผู้เรียนได้ในหลายมิติ ได้แก่ การวิเคราะห์ข้อมูลผู้เรียน การวางแผนและออกแบบการจัดการเรียนรู้ การวัดและประเมินผล การติดตามและช่วยเหลือผู้เรียน ตลอดจนการนิเทศและพัฒนาครู โดยมีเป้าหมายสำคัญเพื่อยกระดับคุณภาพการตัดสินใจบนฐานข้อมูล ลดภาระงานที่ซ้ำซ้อน และเพิ่มประสิทธิภาพของกระบวนการจัดการเรียนรู้
1.2 ตัวอย่างการประยุกต์ใช้ AI
กรณีศึกษาที่สอดคล้องและเหมาะกับบริบทของโรงเรียนโกสุมวิทยาสรรค์ คือ Georgia Institute of Technology (2024) ซึ่งประยุกต์ใช้ AI Teaching Assistant ชื่อ “Jill Watson” เพื่อสนับสนุน การตอบคำถามของผู้เรียน และ Ivy Tech Community College (2024) ซึ่งพัฒนาระบบ Early Warning System โดยใช้ปัญญาประดิษฐ์เพื่อคาดการณ์ผู้เรียนที่มีความเสี่ยงต่อการออกกลางคัน กรณีศึกษาดังกล่าวสะท้อนให้เห็นแนวทางการใช้ปัญญาประดิษฐ์เพื่อสนับสนุนการเรียนรู้ การติดตาม และการให้ความช่วยเหลือผู้เรียนบนฐานข้อมูลอย่างเป็นรูปธรรม
1.3 บริบทและทิศทางการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ทางการศึกษาในประเทศไทย
สำหรับบริบทประเทศไทย มีการดำเนินโครงการเรียนได้ทุกที่ ทุกเวลา (Anywhere Anytime Learning) ของกระทรวงศึกษาธิการ (2568) และความร่วมมือกับ Microsoft Thailand (2568) ในการพัฒนา THAI Academy เพื่อส่งเสริมการใช้ปัญญาประดิษฐ์ทางการศึกษา อย่างไรก็ตาม การนำแนวทางดังกล่าว สู่การปฏิบัติในระดับสถานศึกษาจำเป็นต้องมีรูปแบบการดำเนินงานที่ชัดเจน เป็นระบบ และสอดคล้อง กับบริบทเฉพาะของสถานศึกษา
2. นิยามเชิงปฏิบัติการ
“การส่งเสริมการเรียนรู้ของผู้เรียนโดยใช้ปัญญาประดิษฐ์เป็นฐาน” หมายถึง กระบวนการ บริหารจัดการและประยุกต์ใช้เครื่องมือปัญญาประดิษฐ์อย่างเป็นระบบ เพื่อสนับสนุน การวิเคราะห์ข้อมูล ผู้เรียน การออกแบบและจัดการเรียนรู้ การวัดและประเมินผล การติดตามและให้ความช่วยเหลือผู้เรียน ตลอดจนการพัฒนาสมรรถนะของครู โดยมุ่งให้การตัดสินใจทางวิชาการมีประสิทธิภาพ ลดความซ้ำซ้อน ของภาระงานและส่งเสริมให้ผู้เรียนได้รับการพัฒนาตามศักยภาพและความแตกต่างระหว่าง บุคคล
3. กรณีศึกษาและหลักฐานเชิงประจักษ์ที่เกี่ยวข้อง
Georgia Institute of Technology (2024): การใช้ AI Teaching Assistant เพื่อสนับสนุน การตอบคำถามและบริการช่วยเหลือผู้เรียน
Ivy Tech Community College (2024): การใช้ AI ในระบบ Early Warning เพื่อคาดการณ์ และช่วยเหลือผู้เรียนที่มีความเสี่ยง
Digital Education Council (2024): ข้อมูลผลของการใช้ AI ต่อภาระงานเอกสาร การวิเคราะห์ ผลการเรียน และเวลาที่ครูสามารถนำไปพัฒนาการสอน
กรอบแนวคิดในการออกแบบรูปแบบ
ภาพที่ 1 กรอบสังเคราะห์รูปแบบการส่งเสริมการเรียนรู้ของผู้เรียนโดยใช้ปัญญาประดิษฐ์เป็นฐาน
ขั้นตอนที่ 2 D: Do
ขั้นตอนที่ 2 มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างและตรวจสอบคุณภาพของรูปแบบการส่งเสริมการเรียนรู้ ของผู้เรียนโดยใช้ปัญญาประดิษฐ์เป็นฐาน เพื่อให้ได้รูปแบบที่มีองค์ประกอบและกระบวนการดำเนินงาน ที่ชัดเจน มีความเหมาะสม และสามารถนำไปทดลองใช้ในบริบทของสถานศึกษาได้อย่างเป็นระบบ
การดำเนินการ
การดำเนินงานในขั้นตอนนี้ประกอบด้วยการกำหนดองค์ประกอบของรูปแบบ กระบวนการนำรูปแบบไปใช้ เครื่องมือประกอบการดำเนินงาน และแนวทางการติดตามประเมินผล จากนั้นจึงนำรูปแบบที่พัฒนาขึ้นเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบคุณภาพด้านความเหมาะสม ความเป็นไปได้ และประโยชน์ในการนำไปใช้ตามหลักการวิจัยและพัฒนา ทั้งนี้ เอกสารข้อตกลงในการพัฒนางาน ยังมิได้ระบุรายละเอียดเกี่ยวกับผู้ตรวจสอบ เกณฑ์การตรวจสอบ และผลการตรวจสอบภายหลัง การดำเนินงาน จึงกำหนดให้เพิ่มเติมข้อมูลดังกล่าวเมื่อมีหลักฐานเชิงประจักษ์ครบถ้วน
ผลการดำเนินการ
ผลที่ได้รับจากขั้นตอนการสร้างและตรวจสอบคุณภาพ คือ รูปแบบการส่งเสริม การเรียนรู้
ภาพที่ 2 :รูปแบบการส่งเสริม การเรียนรู้ ของผู้เรียนโดยใช้ปัญญาประดิษฐ์เป็นฐาน
ขั้นตอนที่ 3 C: Check
การดำเนินการ
ขั้นตอนที่ 3 เป็นการศึกษาผลการนำรูปแบบการส่งเสริมการเรียนรู้ของผู้เรียนโดยใช้ปัญญาประดิษฐ์ เป็นฐานไปใช้ในสถานการณ์จริง โดยกำหนดให้เก็บรวบรวมข้อมูลอย่างเป็นระบบ ครอบคลุมการพัฒนา สมรรถนะของครู การประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์เพื่อสนับสนุนการเรียนรู้ ผลที่เกิดขึ้นกับผู้เรียน ตลอดจนความคิดเห็นและข้อเสนอแนะของผู้เกี่ยวข้อง เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการพิจารณาประสิทธิผล และข้อจำกัดของรูปแบบ
ผลการดำเนินการ
ขั้นตอนที่ 4 A: Act
ขั้นตอนที่ 4 เป็นการประเมินความพึงพอใจของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (Stakeholders) ที่มีต่อ รูปแบบการส่งเสริมการเรียนรู้ของผู้เรียนโดยใช้ปัญญาประดิษฐ์เป็นฐาน โดยมุ่งรวบรวมข้อมูลสะท้อนกลับ เกี่ยวกับความเหมาะสม ความเป็นไปได้ ประโยชน์ที่ได้รับ และประเด็นที่ควรปรับปรุง เพื่อนำผลการประเมิน ไปใช้ในการปรับปรุงรูปแบบให้มีความสมบูรณ์และเหมาะสมต่อการนำไปใช้ในระยะ ต่อไป
ผลการดำเนินการ
เกณฑ์ความสำเร็จตามข้อตกลงในการพัฒนางานกำหนดให้ผู้มีส่วนได้เสียร้อยละ 90 มีความพึงพอใจต่อรูปแบบ และโรงเรียนโกสุมวิทยาสรรค์มีรูปแบบการส่งเสริมการเรียนรู้ ของผู้เรียนโดยใช้ ปัญญาประดิษฐ์เป็นฐาน ทั้งนี้ การสรุปผลระดับความพึงพอใจและข้อเสนอแนะเชิงคุณภาพ จะดำเนินการ จากข้อมูลการประเมินจริงภายหลังสิ้นสุดกระบวนการเก็บรวบรวมข้อมูล
3.1 เชิงปริมาณ
3.1.1 ครูผู้สอนได้รับการพัฒนาความรู้และทักษะในการประยุกต์ใช้ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ของผู้เรียน คิดเป็นร้อยละ 100 บรรลุตามเป้าหมายที่กำหนดไว้
3.1.2 ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียมีความพึงพอใจต่อ รูปแบบการส่งเสริมการเรียนรู้ของผู้เรียนโดยใช้ปัญญาประดิษฐ์เป็นฐาน คิดเป็นร้อยละ 100 ซึ่งสูงกว่าเป้าหมายที่กำหนดไว้ ร้อยละ 90
3.2 เชิงคุณภาพ
สถานศึกษามี รูปแบบการส่งเสริมการเรียนรู้ของผู้เรียนโดยใช้ปัญญาประดิษฐ์เป็นฐานที่สามารถนำไปใช้เป็นแนวปฏิบัติได้จริง ครูสามารถประยุกต์ใช้ AI ในการออกแบบกิจกรรม สื่อ และกระบวนการเรียนรู้ได้อย่างเหมาะสม ส่งผลให้ผู้เรียนมีโอกาสเรียนรู้ผ่านกิจกรรมที่หลากหลาย มีส่วนร่วมในการเรียนรู้ และสามารถใช้เทคโนโลยีสนับสนุนการเรียนรู้ได้มากขึ้น อีกทั้งข้อมูลจากการประเมิน ความคิดเห็น และข้อเสนอแนะของผู้เกี่ยวข้องสามารถนำมาใช้ ปรับปรุงและพัฒนารูปแบบให้มีประสิทธิภาพและเหมาะสมกับบริบทของสถานศึกษา ต่อไปได้
สภาพปัญหาการบริหารจัดการสถานศึกษาและคุณภาพการศึกษาของสถานศึกษา
ความปลอดภัยในสถานศึกษาเป็นสิทธิพื้นฐานของผู้เรียนตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 54 และพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 4 ที่กำหนดให้การจัดการศึกษาต้องเป็นไปเพื่อพัฒนาคนไทยให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ทั้งร่างกาย จิตใจ สติปัญญา ความรู้ และคุณธรรม ซึ่งการที่ผู้เรียนจะได้รับการพัฒนาอย่างเต็มตามศักยภาพนั้น ต้องอยู่บนพื้นฐานของสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยก่อน สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้กำหนดนโยบายด้านความปลอดภัยในสถานศึกษาเป็นจุดเน้นและนโยบายเร่งด่วน ปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ภายใต้แนวคิด "สถานศึกษาปลอดภัย" (Safe School) โดยมุ่งให้สถานศึกษาทุกแห่ง ผ่านการประเมินมาตรฐานความปลอดภัย ครอบคลุมใน 3 มิติ ได้แก่ (1) ความปลอดภัยจากภัยทุกรูปแบบ (2) ความปลอดภัยจากยาเสพติดและอบายมุข และ (3) ความปลอดภัยจากความรุนแรงและการกลั่นแกล้ง (Bullying) อ้างอิงตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ ว่าด้วยการพิจารณาเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในสถานศึกษาและการรายงานเหตุการณ์ พ.ศ. 2561 และแนวทางการขับเคลื่อนโรงเรียนสุจริตของ สพฐ.
โรงเรียนโกสุมวิทยาสรรค์ เป็นโรงเรียนมัธยมศึกษาขนาดใหญ่พิเศษ มีนักเรียนรวมทั้งสิ้น 2,666 คน ครูและบุคลากรทางการศึกษากว่า 120 คน ด้วยขนาดของสถานศึกษาที่ใหญ่และจำนวนนักเรียนจำนวนมาก ทำให้การบริหารจัดการความปลอดภัยในสถานศึกษามีความซับซ้อนและต้องการระบบที่มีประสิทธิภาพสูง จากการสำรวจและวิเคราะห์สภาพปัญหา พบประเด็นสำคัญดังนี้
ปัญหาความปลอดภัยจากภัยทางกายภาพ ได้แก่ อาคารสถานที่บางส่วนที่ต้องได้รับการซ่อมแซม พื้นที่จุดเสี่ยงในโรงเรียนที่ต้องมีการติดตั้งกล้องวงจรปิดเพิ่มเติม และระบบการจัดการจราจรในช่วงเปิด-ปิดเรียนที่ต้องพัฒนาให้มีระเบียบมากขึ้น
ปัญหาความปลอดภัยด้านสังคมและพฤติกรรม ได้แก่ การป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด การกลั่นแกล้งรังแก (Bullying) ทั้งในโรงเรียนและในโลกออนไลน์ (Cyberbullying) ซึ่งมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในยุคดิจิทัล
ปัญหาด้านระบบและกระบวนการ ได้แก่ การขาดระบบรายงานเหตุการณ์ที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ การขาดแผนเผชิญเหตุที่ครอบคลุมสถานการณ์หลากหลาย และการขาดการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองและชุมชนในการดูแลความปลอดภัย
ปัญหาด้านความรู้และทักษะ ได้แก่ ครูและบุคลากรบางส่วนยังขาดความรู้ด้านการป้องกันและจัดการเหตุฉุกเฉิน การปฐมพยาบาลเบื้องต้น และการให้คำปรึกษาด้านสุขภาพจิตแก่ผู้เรียน
จากสภาพปัญหาดังกล่าว จึงได้กำหนดประเด็นท้าทายในการพัฒนาคุณภาพผู้เรียน ครู และสถานศึกษา โดยการพัฒนา KOSUM SAFETY MODEL รูปแบบการเสริมสร้างความปลอดภัยในสถานศึกษาที่บูรณาการแนวคิดจากนโยบาย สพฐ. กฎหมายที่เกี่ยวข้อง และงานวิจัยด้านความปลอดภัยในสถานศึกษา เพื่อยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยของโรงเรียนโกสุมวิทยาสรรค์ให้เป็นแบบอย่างที่ดี
ขั้นตอนที่ 1 P: Plan การศึกษาสภาพปัญหาและความต้องการด้านความปลอดภัยในสถานศึกษา
การดำเนินการ
ในขั้นการวางแผน กำหนดให้ดำเนินการศึกษาสภาพปัญหาและความต้องการด้านความปลอดภัย ในสถานศึกษา ระหว่างเดือนตุลาคม - พฤศจิกายน 2568 โดยใช้วิธีการสำรวจสภาพแวดล้อม วิเคราะห์ข้อมูลเหตุการณ์ย้อนหลัง สัมภาษณ์ครู นักเรียน และผู้ปกครอง รวมทั้งศึกษาเอกสารกฎหมาย ระเบียบ และนโยบายที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 ระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ ว่าด้วยการพิจารณาเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในสถานศึกษา พ.ศ. 2561 และนโยบายสำนักงานคณะกรรมการ การศึกษาขั้นพื้นฐาน ปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ด้านความปลอดภัยในสถานศึกษาเพื่อให้ได้ข้อมูลพื้นฐาน ที่ครอบคลุมสำหรับใช้ในการออกแบบรูปแบบ
ผลการดำเนินการ
ผลการศึกษาข้อมูลพื้นฐาน
ความปลอดภัยในสถานศึกษาเป็นสิทธิพื้นฐานของผู้เรียนตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 54 และพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 4 ที่กำหนดให้การจัดการศึกษาต้องเป็นไปเพื่อพัฒนาคนไทยให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ทั้งร่างกาย จิตใจ สติปัญญา ความรู้ และคุณธรรม ซึ่งการที่ผู้เรียนจะได้รับการพัฒนาอย่างเต็มตามศักยภาพนั้น ต้องอยู่บนพื้นฐาน ของสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยก่อน สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้กำหนดนโยบาย ด้านความปลอดภัยในสถานศึกษาเป็นจุดเน้นและนโยบายเร่งด่วน ปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ภายใต้แนวคิด “สถานศึกษาปลอดภัย” (Safe School) โดยมุ่งให้สถานศึกษาทุกแห่ง ผ่านการประเมิน มาตรฐาน ความปลอดภัยครอบคลุมใน 3 มิติ ได้แก่ (1) ความปลอดภัยจากภัยทุกรูปแบบ (2) ความปลอดภัยจากยาเสพติด และอบายมุข และ (3) ความปลอดภัยจากความรุนแรงและการกลั่นแกล้ง (Bullying) อ้างอิงตามระเบียบ กระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการพิจารณาเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในสถานศึกษา และการรายงานเหตุการณ์ พ.ศ. 2561 และแนวทางการขับเคลื่อนโรงเรียนสุจริตของ สพฐ.
โรงเรียนโกสุมวิทยาสรรค์ เป็นโรงเรียนมัธยมศึกษาขนาดใหญ่พิเศษ มีนักเรียนรวมทั้งสิ้น 2,717 คน ครูและบุคลากรทางการศึกษากว่า 120 คน ด้วยขนาดของสถานศึกษาที่ใหญ่และจำนวนนักเรียนจำนวนมาก ทำให้การบริหารจัดการความปลอดภัยในสถานศึกษามีความซับซ้อนและต้องการระบบที่มีประสิทธิภาพสูง จากการสำรวจและวิเคราะห์สภาพปัญหา พบประเด็นสำคัญดังนี้
1) ปัญหาความปลอดภัยจากภัยทางกายภาพ ได้แก่ อาคารสถานที่บางส่วนที่ต้องได้รับการซ่อมแซม พื้นที่จุดเสี่ยงในโรงเรียนที่ต้องมีการติดตั้งกล้องวงจรปิดเพิ่มเติม และระบบการจัดการจราจรในช่วงเปิด-ปิดเรียนที่ต้องพัฒนาให้มีระเบียบมากขึ้น
2) ปัญหาความปลอดภัยด้านสังคมและพฤติกรรม ได้แก่ การป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด การกลั่นแกล้งรังแก (Bullying) ทั้งในโรงเรียนและในโลกออนไลน์ (Cyberbullying) ซึ่งมีแนวโน้ม เพิ่มขึ้นในยุคดิจิทัล
3) ปัญหาด้านระบบและกระบวนการ ได้แก่ การขาดระบบรายงานเหตุการณ์ที่รวดเร็ว และมี ประสิทธิภาพ การขาดแผนเผชิญเหตุที่ครอบคลุมสถานการณ์หลากหลาย และการขาดการมีส่วนร่วม ของผู้ปกครองและชุมชนในการดูแลความปลอดภัย
4) ปัญหาด้านความรู้และทักษะ ได้แก่ ครูและบุคลากรบางส่วนยังขาดความรู้ด้านการป้องกัน และจัดการเหตุฉุกเฉิน การปฐมพยาบาลเบื้องต้น และการให้คำปรึกษาด้านสุขภาพจิตแก่ผู้เรียน
จากสภาพปัญหาดังกล่าว จึงได้กำหนดประเด็นท้าทาย ในการพัฒนาคุณภาพผู้เรียน ครู และสถานศึกษา โดยการพัฒนา KOSUM SAFETY MODEL รูปแบบการเสริมสร้างความปลอดภัย ในสถานศึกษา ที่บูรณาการแนวคิดจากนโยบาย สพฐ. กฎหมายที่เกี่ยวข้อง และงานวิจัยด้านความปลอดภัย ในสถานศึกษา เพื่อยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยของโรงเรียนโกสุมวิทยาสรรค์ให้เป็นแบบอย่างที่ดี
ผลการศึกษาข้อมูลทุติยภูมิ
1. กรอบกฎหมาย ระเบียบ และนโยบายด้านความปลอดภัยในสถานศึกษา
จากการศึกษาเอกสารกฎหมาย ระเบียบ และนโยบายที่เกี่ยวข้อง พบว่า กรอบการดำเนินงาน ด้านความปลอดภัยของสถานศึกษามีฐานสำคัญจากรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 ระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการพิจารณา เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในสถานศึกษา พ.ศ. 2561 และนโยบายของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ซึ่งสามารถนำมาใช้เป็นกรอบในการกำหนดมาตรการ ระบบเฝ้าระวัง การป้องกัน การตอบสนองต่อเหตุการณ์ และการติดตามประเมินผลด้านความปลอดภัยของสถานศึกษา
2. แนวคิดสถานศึกษาปลอดภัย (Safe School)
แนวคิดสถานศึกษาปลอดภัย (Safe School) ให้ความสำคัญกับการจัดการความปลอดภัย เชิงระบบ ที่ครอบคลุมทั้งการป้องกันภัยทางกายภาพ การป้องกันยาเสพติดและอบายมุข ตลอดจน การป้องกันความรุนแรงและการกลั่นแกล้ง โดยองค์ประกอบของระบบควรประกอบด้วย มาตรการเชิงป้องกัน การเฝ้าระวังและรายงานเหตุ แผนเผชิญเหตุ การพัฒนาความรู้และทักษะของบุคลากร ตลอดจน การสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับผู้ปกครอง ชุมชน และหน่วยงานภายนอก เพื่อให้การบริหาร จัดการความปลอดภัยมีความต่อเนื่องและยั่งยืน
3. นิยามเชิงปฏิบัติการ
“การเสริมสร้างความปลอดภัยในสถานศึกษาโดยใช้ KOSUM SAFETY MODEL” หมายถึง กระบวนการพัฒนาระบบบริหารจัดการความปลอดภัยของโรงเรียนที่บูรณาการการพัฒนา สมรรถนะบุคลากร ระบบรายงานเหตุ เทคโนโลยีเฝ้าระวังและแจ้งเตือน แผนเผชิญเหตุ เครือข่ายความร่วมมือ และกิจกรรมเสริมสร้างความรู้แก่ผู้เรียนและผู้ปกครอง โดยดำเนินการภายใต้กระบวนการวิจัยและพัฒนา พร้อมทั้งมีการติดตาม ประเมิน และปรับปรุงอย่างเป็นระบบ
กรอบแนวคิดในการออกแบบรูปแบบฯ
ภาพที่ 3 : กรอบการดำเนินงานเสริมสร้างความปลอดภัยในสถานศึกษาโดยใช้ KOSUM SAFETY MODEL
ขั้นตอนที่ 2 D: Do การออกแบบและพัฒนารูปแบบ KOSUM SAFETY MODEL
การดำเนินการ
ขั้นตอนการออกแบบและพัฒนารูปแบบดำเนินการในช่วงเดือนธันวาคม 2568-มกราคม 2569 โดยนำผลการศึกษาสภาพปัญหา ความต้องการ กฎหมาย ระเบียบ และนโยบายที่เกี่ยวข้อง มาสังเคราะห์ เป็นกรอบสำหรับกำหนดองค์ประกอบ กระบวนการ และเครื่องมือของ KOSUM SAFETY MODEL ให้ครอบคลุม มิติความปลอดภัยของสถานศึกษาอย่างเป็นระบบ
ผลการดำเนินการ
ผลที่ได้รับจากขั้นตอนนี้ คือ รูปแบบ KOSUM SAFETY MODEL ซึ่งทำหน้าที่เป็นกรอบ การดำเนินงาน กลางสำหรับการเสริมสร้างความปลอดภัยของโรงเรียนในมิติต่าง ๆ อย่างเป็นระบบ ทั้งนี้ ข้อมูลเกี่ยวกับ ผลการตรวจสอบคุณภาพของรูปแบบและการรับรองโดยผู้ทรงคุณวุฒิจะต้องเพิ่มเติมจากผลการดำเนินงานจริงเมื่อกระบวนการตรวจสอบเสร็จสมบูรณ์
ภาพที่ 4 : รูปแบบ KOSUM SAFETY MODEL
ขั้นตอนที่ 3 การนำรูปแบบ KOSUM SAFETY MODEL สู่การปฏิบัติ
การดำเนินการ
การนำรูปแบบ KOSUM SAFETY MODEL สู่การปฏิบัติกำหนดดำเนินการระหว่างเดือนกุมภาพันธ์-กรกฎาคม 2569 โดยประยุกต์ใช้มาตรการสำคัญ 6 ประการ เพื่อให้เกิดการดำเนินงาน ด้านความปลอดภัย ที่เชื่อมโยงตั้งแต่การพัฒนาบุคลากร การพัฒนาระบบและเทคโนโลยี การเตรียมความพร้อมต่อเหตุฉุกเฉิน ไปจนถึงการสร้างเครือข่ายและการให้ความรู้แก่ผู้เกี่ยวข้อง ดังนี้
1. การอบรมและพัฒนาครูและบุคลากรด้านความปลอดภัย
โรงเรียนดำเนินการพัฒนาศักยภาพของครูและบุคลากรทางการศึกษาให้มีความรู้ ความเข้าใจ ทักษะ และความตระหนักเกี่ยวกับการบริหารจัดการความปลอดภัยในสถานศึกษา โดยจัดกิจกรรมอบรมและพัฒนาความรู้ในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันและรับมือกับสถานการณ์เสี่ยงประเภทต่าง ๆ อาทิ อุบัติเหตุ อัคคีภัย ภัยธรรมชาติ เหตุความรุนแรงในสถานศึกษา เหตุฉุกเฉินด้านสุขภาพ การปฐมพยาบาลเบื้องต้น และการช่วยฟื้นคืนชีพขั้นพื้นฐาน (Cardiopulmonary Resuscitation: CPR)
นอกจากนี้ โรงเรียนยังส่งเสริมให้ครูและบุคลากรสามารถประเมินสภาพแวดล้อมและพฤติกรรมที่อาจก่อให้เกิดความเสี่ยง รวมทั้งสามารถดำเนินการช่วยเหลือหรือประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้อย่างเหมาะสมและทันท่วงที โดยกำหนดบทบาทของครูที่ปรึกษา ครูเวรประจำวัน และบุคลากรผู้รับผิดชอบในการกำกับ ดูแล และเฝ้าระวังความปลอดภัยของนักเรียนในช่วงเวลาต่าง ๆ ตลอดวันเรียน เพื่อให้การดูแลนักเรียนมีความต่อเนื่องและครอบคลุมพื้นที่สำคัญของสถานศึกษา
2. การพัฒนาระบบรายงานเหตุการณ์ออนไลน์ผ่านแพลตฟอร์มที่เข้าถึงได้ง่าย
โรงเรียนดำเนินการพัฒนาระบบและช่องทางการรายงานเหตุการณ์หรือแจ้งข้อมูลด้านความปลอดภัยผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการรับรู้ข้อมูลและลดระยะเวลาในการเข้าถึงเหตุการณ์ โดยมุ่งให้ระบบสามารถใช้งานได้สะดวกและเหมาะสมกับนักเรียน ครู บุคลากร และผู้ปกครอง
ระบบดังกล่าวใช้สำหรับการรายงานเหตุการณ์ที่อาจส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยและสวัสดิภาพของนักเรียน เช่น การทะเลาะวิวาท การกลั่นแกล้งหรือรังแก การคุกคาม อุบัติเหตุ ปัญหาสุขภาพ พฤติกรรมเสี่ยง ตลอดจนความผิดปกติที่พบภายในหรือบริเวณโดยรอบสถานศึกษา ภายหลังจากได้รับข้อมูล โรงเรียนกำหนดกระบวนการตรวจสอบข้อเท็จจริง การจำแนกระดับความเร่งด่วนของเหตุการณ์ การส่งต่อข้อมูลไปยังบุคลากรหรือหน่วยงานที่รับผิดชอบ และการติดตามผลการดำเนินงานอย่างเป็นระบบ
ทั้งนี้ การบริหารจัดการข้อมูลคำนึงถึงหลักการรักษาความลับ ความเป็นส่วนตัว และสิทธิของผู้แจ้งเหตุและผู้เกี่ยวข้อง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อระบบการให้ความช่วยเหลือ และส่งเสริมให้นักเรียนและผู้ปกครองสามารถแจ้งเหตุหรือขอรับความช่วยเหลือได้โดยไม่เกิดความวิตกกังวล
3. การติดตั้งระบบกล้องวงจรปิดและระบบแจ้งเตือนภัยเพิ่มเติม
โรงเรียนดำเนินการสำรวจ วิเคราะห์ และประเมินพื้นที่เสี่ยงภายในสถานศึกษา เพื่อนำข้อมูลมาใช้ประกอบการวางแผนพัฒนาและติดตั้งระบบกล้องวงจรปิดให้มีความครอบคลุมพื้นที่ที่มีความจำเป็นต่อการเฝ้าระวัง อาทิ บริเวณทางเข้า–ออกโรงเรียน อาคารเรียน ทางเดิน บันได พื้นที่กิจกรรม สนามกีฬา ลานจอดรถ บริเวณที่มีนักเรียนรวมตัวเป็นจำนวนมาก และพื้นที่ที่มีลักษณะเป็นจุดลับตาหรือมีโอกาสเกิดเหตุการณ์ที่ไม่พึงประสงค์
นอกจากนี้ โรงเรียนได้พัฒนาระบบแจ้งเตือนภัยและระบบสื่อสารในสถานการณ์ฉุกเฉิน เช่น ระบบกระจายเสียง ระบบแจ้งเตือนอัคคีภัย และอุปกรณ์แจ้งเหตุฉุกเฉิน เพื่อให้สามารถสื่อสารข้อมูลไปยังครู บุคลากร และนักเรียนได้อย่างรวดเร็วและทั่วถึงในกรณีที่เกิดเหตุ
โรงเรียนกำหนดให้มีการตรวจสอบสภาพการใช้งานและบำรุงรักษาอุปกรณ์อย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้ระบบสามารถใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพและมีความพร้อมต่อการใช้งานเมื่อเกิดสถานการณ์จริง ซึ่งการนำเทคโนโลยีมาใช้ดังกล่าวถือเป็นกลไกสำคัญในการสนับสนุนการเฝ้าระวัง การตรวจสอบเหตุการณ์ และการตัดสินใจของผู้บริหารสถานศึกษาและผู้รับผิดชอบด้านความปลอดภัย
4. การจัดทำแผนเผชิญเหตุและการซ้อมแผนฉุกเฉินปีละ 2 ครั้ง
โรงเรียนดำเนินการจัดทำและทบทวนแผนเผชิญเหตุให้สอดคล้องกับบริบทของสถานศึกษา และประเภทของความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น โดยพิจารณาจากข้อมูลสภาพแวดล้อม พฤติกรรมของนักเรียน และสถานการณ์ที่อาจส่งผลกระทบต่อความปลอดภัย อาทิ อัคคีภัย ภัยธรรมชาติ อุบัติเหตุ เหตุความรุนแรง บุคคลภายนอกเข้ามาก่อเหตุ และเหตุฉุกเฉินด้านสุขภาพ
แผนเผชิญเหตุกำหนดบทบาท หน้าที่ และความรับผิดชอบของผู้บริหาร ครู บุคลากร และนักเรียนอย่างชัดเจน รวมถึงกำหนดเส้นทางการอพยพ จุดรวมพล วิธีการตรวจสอบจำนวนนักเรียน ระบบการแจ้งเหตุ และแนวทางการประสานความร่วมมือกับหน่วยงานภายนอก เพื่อให้การปฏิบัติเมื่อเกิดเหตุเป็นไปในทิศทางเดียวกันและลดความสับสนที่อาจเกิดขึ้นในสถานการณ์ฉุกเฉิน
โรงเรียนกำหนดให้มีการฝึกซ้อมแผนเผชิญเหตุและแผนฉุกเฉินอย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง โดยเน้นการจำลองสถานการณ์ให้ใกล้เคียงกับสถานการณ์จริง เพื่อให้นักเรียน ครู และบุคลากรมีความรู้ ความเข้าใจ และเกิดความคุ้นเคยกับขั้นตอนการปฏิบัติ ภายหลังการฝึกซ้อมมีการประเมินผล วิเคราะห์ปัญหา อุปสรรค และข้อจำกัดที่เกิดขึ้น เพื่อนำผลการประเมินมาใช้ในการปรับปรุงแผนเผชิญเหตุให้มีความเหมาะสม และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
5. การสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับหน่วยงานภายนอกด้านความปลอดภัย
โรงเรียนให้ความสำคัญกับการสร้างและพัฒนาเครือข่ายความร่วมมือด้านความปลอดภัยระหว่างสถานศึกษากับหน่วยงานและองค์กรที่เกี่ยวข้อง โดยประสานความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สถานีตำรวจ สถานพยาบาล หน่วยกู้ชีพและกู้ภัย หน่วยป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ตลอดจนผู้นำชุมชนและเครือข่ายผู้ปกครอง การดำเนินงานมุ่งเน้นการแลกเปลี่ยนข้อมูล การสนับสนุนองค์ความรู้และบุคลากรผู้เชี่ยวชาญ การร่วมกันเฝ้าระวังปัจจัยเสี่ยง การจัดระเบียบการจราจรบริเวณโดยรอบสถานศึกษา การป้องกันยาเสพติดและพฤติกรรมเสี่ยงของนักเรียน ตลอดจนการสนับสนุนการฝึกซ้อมแผนเผชิญเหตุและการให้ความช่วยเหลือเมื่อเกิดสถานการณ์ฉุกเฉิน
การสร้างเครือข่ายดังกล่าวช่วยให้โรงเรียนมีระบบการประสานงานที่ชัดเจน ลดข้อจำกัดด้านบุคลากรและทรัพยากร และสามารถระดมความช่วยเหลือจากหน่วยงานที่มีความเชี่ยวชาญได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งส่งผลต่อประสิทธิภาพในการป้องกันและจัดการสถานการณ์ด้านความปลอดภัยของสถานศึกษาโดยรวม
6. การจัดกิจกรรมให้ความรู้ด้านความปลอดภัยแก่นักเรียนและผู้ปกครอง
โรงเรียนดำเนินการเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจ และความตระหนักด้านความปลอดภัยให้แก่นักเรียนและผู้ปกครองอย่างต่อเนื่อง โดยบูรณาการเนื้อหาด้านความปลอดภัยผ่านกิจกรรมและช่องทาง ที่หลากหลาย เช่น กิจกรรมหน้าเสาธง กิจกรรมโฮมรูม กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน การประชุมระดับชั้น การประชุมผู้ปกครอง การอบรมเชิงปฏิบัติการ และการประชาสัมพันธ์ผ่านช่องทางสื่อสารของโรงเรียน
เนื้อหาการให้ความรู้ครอบคลุมประเด็นที่สอดคล้องกับสภาพปัญหาและความเสี่ยงของนักเรียน ในระดับมัธยมศึกษา ได้แก่ การป้องกันอุบัติเหตุ ความปลอดภัยในการเดินทาง การป้องกันการกลั่นแกล้งและความรุนแรงในสถานศึกษา การป้องกันยาเสพติดและบุหรี่ไฟฟ้า การใช้สื่อสังคมออนไลน์อย่างปลอดภัย การรู้เท่าทันภัยทางไซเบอร์ การปฐมพยาบาลเบื้องต้น การเอาตัวรอดในสถานการณ์ฉุกเฉิน ตลอดจนการรับรู้ช่องทางในการแจ้งเหตุและขอรับความช่วยเหลือจากสถานศึกษา
นอกจากนี้ โรงเรียนยังส่งเสริมการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองในการเฝ้าระวังและติดตามพฤติกรรมของนักเรียน รวมถึงการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างบ้านและโรงเรียน เพื่อให้สามารถค้นพบปัญหาหรือปัจจัยเสี่ยงได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น และสามารถดำเนินการป้องกันหรือให้ความช่วยเหลือได้อย่างเหมาะสมและทันท่วงที
ขั้นตอนที่ 4 C: Check การประเมินผลและปรับปรุงรูปแบบ
การดำเนินการ
ขั้นตอนการประเมินผลและปรับปรุงรูปแบบกำหนดดำเนินการระหว่างเดือนสิงหาคม-กันยายน 2569 โดยใช้วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูลแบบพหุวิธี ประกอบด้วย แบบสำรวจความปลอดภัย การสังเกตสภาพพื้นที่ การวิเคราะห์สถิติเหตุการณ์ และการสัมภาษณ์ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เพื่อให้ได้ข้อมูล ทั้งเชิงปริมาณ และเชิงคุณภาพสำหรับประเมินประสิทธิผลของรูปแบบ วิเคราะห์ประเด็นที่ควรปรับปรุง และพัฒนารูปแบบ ให้มีความเหมาะสมยิ่งขึ้น
ผลการดำเนินการ
การประเมินผลกำหนดตัวชี้วัดครอบคลุมระดับผู้เรียน ครูและบุคลากร สถานศึกษา สถิติเหตุการณ์ ด้านความไม่ปลอดภัย และความพึงพอใจของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ทั้งนี้ การสรุปผลสัมฤทธิ์ ของการดำเนินงาน จำเป็นต้องอาศัยข้อมูลจากการประเมินปลายรอบจึงจัดทำตารางสำหรับบันทึกผลการดำเนินงานจริงและหลักฐานประกอบ ดังนี้
ขั้นตอนที่ 5 A: Act การเผยแพร่และขยายผล
การดำเนินการ
ขั้นตอนการเผยแพร่และขยายผลกำหนดดำเนินการตั้งแต่เดือนกันยายน 2569 เป็นต้นไป โดยจัดทำรายงานผลการดำเนินงานอย่างเป็นระบบ เผยแพร่รูปแบบ KOSUM SAFETY MODEL ผ่านเวทีวิชาการ ในระดับเขตพื้นที่การศึกษาและระดับประเทศ ตลอดจนนำเสนอต่อ สำนักงานเขตพื้นที่ การศึกษา มัธยมศึกษามหาสารคาม เพื่อส่งเสริมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และการนำรูปแบบไปประยุกต์ใช้ ในสถานศึกษาอื่นตามความเหมาะสมของบริบท
ผลการดำเนินการ
เกณฑ์ความสำเร็จด้านการขยายผลตามข้อตกลงในการพัฒนางานกำหนดให้มีสถานศึกษาในเขตพื้นที่การศึกษาไม่น้อยกว่า 5 แห่งนำรูปแบบ KOSUM SAFETY MODEL ไปประยุกต์ใช้ ทั้งนี้ การรายงานผล จะต้องอ้างอิงจำนวนสถานศึกษาที่นำรูปแบบไปใช้จริง พร้อมหลักฐานการเผยแพร่ การถ่ายทอดองค์ความรู้ หรือการขยายผลที่สามารถตรวจสอบได้
3. ผลลัพธ์การพัฒนาที่คาดหวัง
3.1 เชิงปริมาณ
3.1.1 นักเรียนร้อยละ 100 (2,717 คน) อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ได้รับการพัฒนาด้านความปลอดภัยตามมาตรฐาน
3.1.2 ครูและบุคลากรทางการศึกษาร้อยละ 100 ได้รับการพัฒนาความรู้และทักษะด้านความปลอดภัยในสถานศึกษา
3.1.3 สถานศึกษาได้รับการรับรองหรือยกย่องด้านความปลอดภัยจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ระดับดีเด่นขึ้นไป
3.1.4 เหตุการณ์ด้านความไม่ปลอดภัยในสถานศึกษาลดลง ไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 เมื่อเทียบกับปีการศึกษาที่ผ่านมา
3.1.5 ผู้ปกครองและผู้มีส่วนได้เสีย ไม่น้อยกว่าร้อยละ 90 มีความพึงพอใจต่อการเสริมสร้างความปลอดภัยในสถานศึกษา
3.1.6 สถานศึกษาในเขตพื้นที่การศึกษา ไม่น้อยกว่า 5 แห่ง นำรูปแบบ KOSUM SAFETY MODEL ไปประยุกต์ใช้
3.2 เชิงคุณภาพ
3.2.1 โรงเรียนโกสุมวิทยาสรรค์มี KOSUM SAFETY MODEL เป็นรูปแบบการบริหารจัดการความปลอดภัยที่มีคุณภาพ และสามารถเป็นต้นแบบ (Best Practice) ได้
3.2.2 ผู้เรียนมีความรู้ ทักษะ และพฤติกรรมในการดูแลความปลอดภัยของตนเองและผู้อื่น
3.2.3 ครูและบุคลากรมีสมรรถนะในการบริหารจัดการความปลอดภัยในสถานศึกษาอย่างมีประสิทธิภาพ
3.2.4 ผู้ปกครองและชุมชนมีความเชื่อมั่นและมีส่วนร่วมในการดูแลความปลอดภัยของสถานศึกษาอย่างยั่งยืน